ศึกษาระบบต่างๆของธุรกิจ ช่วยคนให้มีรายได้เสริม

โปรแกรมคอร์พลัส คืออะไร? ( ตัวช่วยชั่วคราว )
โปรแกรมคอร์พลัสคือเงินรางวัลพิเศษใหม่จากธุรกิจ โดยธุรกิจจะให้เงินรางวัลจากโปรแกรมคอร์พลัสร่วมกับแผนธุรกิจ “แผนหลัก” เพื่อให้รางวัลแก่นักธุรกิจที่สร้างธุรกิจให้แข็งแกร่งและยั่งยืน นักธุรกิจทุกคนสามารถเข้าร่วม “โปรแกรมคอร์พลัส” ได้ตั้งแต่ วันแรกที่เริ่มธุรกิจ ซึ่งสิทธิประโยชน์ดังกล่าวจะเติบโตตามธุรกิจของนักธุรกิจของเรา โดยโปรแกรมนี้จะเริ่มต้นตั้งแต่ วันที่ 1 กันยายน 2562 เป็นต้นไป
ผู้มุ่งหวังต้องการเป็นผู้กำหนดช่องทางในการสร้างรายได้ใหม่แก่พวกเขา....เนื่องจากในปัจจุบัน พวกเขาไม่สามารถกำหนดรายได้ของตัวเอง และอนาคตทางการเงินได้ประสบการณ์ในการร่วมงานกับเราก็เช่นกัน พวกเขาไม่ได้ต้องการสิ่งใดที่จะมาเพิ่มความกดดันให้ตัวเองอีก
เหตุใดใครๆ ก็ลงทุนและใช้แบรนด์นี้
อย่าลืม ผู้มุ่งหวังจะมองหาเฉพาะโอกาสที่สามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตปัจจุบันของพวกเขาได้ อันที่จริงแล้ว จากกิจกรรมที่กลุ่มผู้มุ่งหวังคือพนักงานบริษัท มีผู้มุ่งหวังรายหนึ่งพูดถึงความต้องการในการมีรายได้จากหลายๆ ทาง และทุกคนก็เห็นด้วย พวกเขาทุกคน ล้วนต้องการมีแหล่งรายได้มากกว่าหนทาง...ซึ่งหมายความว่าโอกาสใหม่ใดๆ ก็ตาม ควรที่จะสามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในตารางการทำงานปัจจุบันของพวกเขาได้ พวกเขาไม่ได้มองหาแหล่งรายได้ใหม่ที่จะมาแทนที่แหล่งเดิม พวกเขาต้องการแหล่งรายได้เสริม
หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องราวของเราหรือเคยใช้ผลิตภัณฑ์ของเรากันอยู่แล้ว แน่นอนว่าแต่ละคนต้องเคยได้ยินทั้งเรื่องราวที่ดีและไม่ดี แต่นั่นก็มิอาจฉุดรั้งการเติบโตของธุรกิจได้เลย ซึ่งหมายความว่าพวกเราต้องมีอะไรดีๆ เป็นพื้นฐานแห่งความสำเร็จของธุรกิจอย่างแน่นอน และนั่นคือสิ่งที่เราจะมาบอกทุกคนให้ได้ทราบกัน
1. มีความน่าเชื่อถือ ธุรกิจของเราเป็นธุรกิจที่มีมาอย่างยาวนานกว่า 60 ปี เนื่องจากถูกก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2502 มีเครือข่ายทั่วโลก และมีการขยายธุรกิจเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ.2530 อีกทั้งได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ดังนั้นจึงมั่นใจได้ว่านี่คือธุรกิจที่น่าเชื่อถือด้วยอายุของธุรกิจและเป็นธุรกิจที่ถูกกฎหมาย การรับรองจากองค์กรที่น่าเชื่อถือของประเทศ
2. มีแผนธุรกิจที่ชัดเจน แผนธุรกิจของเรามีความชัดเจน ซึ่งใช้ระบบการตลาดเครือข่ายหลายชั้น (Multi-Level Marketing หรือ MLM) โดยนักธุรกิจของเราจะมีโอกาสสร้างรายได้จากการทำงาน 2 วิธีรวมกัน คือ ผลกำไรจากการสร้างเครือข่ายผู้บริโภคและปันผลหรือส่วนลดตามระดับยอดบริโภคของสินค้าหรือบริการที่มีบริโภคนั่นเอง ที่สำคัญยังให้ความรู้สึกของการเป็นหุ้นส่วนธุรกิจอีกด้วย
3. สร้างแนวทางการหารายได้พิเศษที่มีความคล่องตัวสูง งานพิเศษบางอย่างจำเป็นต้องมีเวลาเข้างาน แต่ธุรกิจของเราเป็นธุรกิจที่มีความคล่องตัวสูง สามารถกำหนดเวลาทำงานเองได้ สามารถทำงานที่ไหนก็ได้ ทำให้รู้สึกเป็นอิสระ เป็นนายของตัวเอง
4. จากการหารายได้พิเศษสู่การเป็นรายได้หลัก คนจำนวนไม่น้อยพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าธุรกิจของเราเป็นธุรกิจที่สามารถทำเป็นอาชีพหลักได้จากความพยายามอย่างสูงของตนเอง ก่อให้เกิดความมั่นคงทั้งด้านรายได้และความมั่นคงในชีวิต
5. สามารถเริ่มต้นธุรกิจได้ง่ายและรวดเร็ว ด้วยรูปแบบของธุรกิจที่สามารถเริ่มต้นได้ง่ายและรวดเร็ว หากทำตามเป้าหมายที่เราแนะนำและวางไว้ได้ก็ถือว่าเป็นธุรกิจที่สามารถย่นระยะเวลาความสำเร็จของตัวเองได้เร็วขึ้น เนื่องจากเราไม่ต้องคิดแผนธุรกิจเองตั้งแต่ต้น นำไปสู่อิสระในการใช้ชีวิตได้เร็วขึ้นอีกขั้นด้วย
6. ได้รับส่วนลดการบริโภคผลิตภัณฑ์และกำไรจากการสร้างเครือข่ายของคุณ หลังจากที่ได้เป็นนักธุรกิจของเราแล้ว เวลาซื้อผลิตภัณฑ์ก็สามารถซื้อได้ในราคาสมาชิก ซึ่งราคาต่ำกว่าราคาขายปลีกสูงสุดถึง 25% (ขึ้นอยู่กับชนิดของผลิตภัณฑ์ที่ซื้อ) นอกจากนี้ยังมีสิทธิ์จำหน่ายผลิตภัณฑ์ในราคาขายปลีกได้หรือจะสร้างเครือข่ายผู้ใช้ตามที่คุณต้องการอีกด้วย เท่านั้นยังไม่พอเพราะยังได้รับผลกำไรจากการแนะนำพิเศษ ซึ่งกำไรมาจากผลต่างระหว่างต้นทุนผลิตภัณฑ์ที่ซื้อมาจากบริษัทกับราคาแนะนำที่ให้กับผู้บริโภคนั่นเอง
7. ผลิตภัณฑ์ของเรามีความหลากหลายจึงทำให้มีกลุ่มผู้บริโภคหลากหลาย เนื่องจากผลิตภัณฑ์ของเรามีหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร กลุ่มผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด กลุ่มเครื่องสำอาง ฯลฯ จึงทำให้มีผู้บริโภคหลายกลุ่มคุณสามารถสร้างกลุ่มผู้บริโภตได้เป็นวงกว้าง สามารถทำการตลาดได้หลากหลายรูปแบบ จึงทำให้คุณเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้จำนวนมาก ไม่มีจบ ไม่มีที่สิ้นสุดนั่นเอง
8. ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพเป็นผลิตภัณฑ์ดีที่สุดเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ มีสินค้าที่ขึ้นชื่อหลายตัวในตลาด เช่น ยาสีฟันกลิสเทอร์ที่หลายคนเรียกติดปาก เครื่องสำอางแบรนด์อาร์ทิสทรี ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมนิวทริไลท์ และอีกหลากหลายที่กำลังจะเผยโฉมออมมาให้คุณทำการตลาดอย่างคึดคักในโลกใหม่ของยุคอุตสาหกรรม 4.0 ที่กำลังจะเริ่มขึ้น เป็นต้น
สิ่งที่เรากล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นแค่ส่วนเล็กๆ ที่ทำให้ธุรกิจของเราประสบความสำเร็จมาจนถึงทุกวันนี้และก่อให้เกิดผู้เข้ามาร่วมธุรกิจมากมาย รวมไปถึงผู้บริโภคจำนวนมากที่ประทับใจและใช้ผลิตภัณฑ์ของเราอย่างต่อเนื่องในชีวิตประจำ เหนือสิ่งอื่นใดสิ่งที่ทำให้ทุกคนอยากมีชีวิตบนโลกใบนี้คือความรู้สึกว่าตัวเองมีทำประโยชนืให้กับทั้งต่อตนเอง คนรอบข้าง และสังคม ซึ่งแน่นอนว่าธุรกิจของเราได้ตั้งผู้ใช้บริการให้เป็นศูนย์กลางที่จะส่งมอบสิ่งเหล่านี้ให้ผ่านหุ้นส่วนธุรกิจทุกคนเช่นกัน
การสร้างรายได้แบบเป็นขั้นเป็นตอน
การตอบคำถามผู้มุ่งหวังไม่ใช่เพียงแค่การให้ข้อมูลที่ถูกต้องเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับวิธีในการตอบของคุณด้วย เมื่อหุ้นส่วนทางธุรรกิจนำเสนออย่างเป็นขั้นเป็นตอน ผู้มุ่งหวังก็เข้าใจแนวคิดทั้งหมดได้มากขึ้น และตอบสนองในเชิงบวกต่อไป
"แยกแยะคำตอบของคุณออกเป็นหลายแบบง่ายๆเพื่อสร้างแนวการตอบสนองอย่างมีประสิทธิภาพ"
คุณจะมีรายได้จากธุรกิจได้อย่างไร?
เรามีวิธีสร้างรายได้จากธุรกิจมาแนะนำให้คุณได้ใช้ความรู้ 3 วิธี?
- วิธีแรก คุณแนะนำผลิตภัณท์ให้ลูกค้าในราคาสูงกว่าสิ่งที่คุณซื้อมา ขายปลีกเพื่อสร้างรายได้ทันที
- วิธีที่ 2 คุณได้โบนัสรายเดือนตามจำนวนสินค้าที่ขาย ยิ่งแนะนำมาก ยิ่งมีรายได้มาก
- วิธีที่ 3 คุณสามารถชวนผู้คนเข้าร่วมทีมและสอนพวกเขาแนะนำสินค้า สร้างกลุ่มผู้บริโภค สร้างกลุ่มสมาชิกที่ทำธุรกิจได้ คุณจะได้รับโบนัสพิเศษ เพิ่มเติมจากยอดของกลุ่มเครือข่ายและทีมรวมกัน
การตอบคำถามผู้มุ่งหวังไม่ใช่เพียงแค่การให้ข้อมูลที่ถูกต้องเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับวิธีในการตอบของคุณด้วย เมื่อหุ้นส่วนทางธุรรกิจนำเสนออย่างเป็นขั้นเป็นตอน ผู้มุ่งหวังก็เข้าใจแนวคิดทั้งหมดได้มากขึ้น และตอบสนองในเชิงบวกต่อไป
"แยกแยะคำตอบของคุณออกเป็นหลายแบบง่ายๆเพื่อสร้างแนวการตอบสนองอย่างมีประสิทธิภาพ"
คุณจะมีรายได้จากธุรกิจได้อย่างไร?
เรามีวิธีสร้างรายได้จากธุรกิจมาแนะนำให้คุณได้ใช้ความรู้ 3 วิธี?
- วิธีแรก คุณแนะนำผลิตภัณท์ให้ลูกค้าในราคาสูงกว่าสิ่งที่คุณซื้อมา ขายปลีกเพื่อสร้างรายได้ทันที
- วิธีที่ 2 คุณได้โบนัสรายเดือนตามจำนวนสินค้าที่ขาย ยิ่งแนะนำมาก ยิ่งมีรายได้มาก
- วิธีที่ 3 คุณสามารถชวนผู้คนเข้าร่วมทีมและสอนพวกเขาแนะนำสินค้า สร้างกลุ่มผู้บริโภค สร้างกลุ่มสมาชิกที่ทำธุรกิจได้ คุณจะได้รับโบนัสพิเศษ เพิ่มเติมจากยอดของกลุ่มเครือข่ายและทีมรวมกัน

ผลิตภัณท์มีคุณภาพ หลากหลาย เหมาะกับไลฟ์สไตล์คุณ หลากหลายด้วยสินค้ากว่า 250 รายการ ให้คุณเลือก ผลิตภัณท์ได้ผลิตและออกแบบตามความชอบที่ เหมาะกับตัวเอง ไม่ว่าจะ เป็นสินค้าสำหรับสุขภาพ ความงาม บ้าน และอีก มากมาย
รางวัลและความสำเร็จ
สร้างรายได้ง่ายๆ
อย่างไม่จำกัด ออกแบบวิธีที่จะสร้างรายได้เองได้ เหนือกว่ารายได้คือประสบการณ์ทริปสุด Exclusive ประจำปีเริ่มต้นธุรกิจได้ใช้เงินลงทุนต่ำเพียง 900
บาท
เริ่มต้นธุรกิจด้วยต้นทุนต่ำ เพียง
900 บาท ( คืนได้ใน 90 วัน ) พร้อมรับสิทธิพิเศษช้อปสินค้า ในราคาทุน สมาชิกรับลดสูงสุด 15%พร้อมสิทธิพิเศษมากมาย
คลิ๊ก สมัครกับเราง่ายกว่าไม่ต้องรอ คลิ๊ก สมัครกับเราง่ายกว่าไม่ต้องรอ
![]() |
ข้อดีของธุรกิจเครือข่ายอื่นๆ
#1. ลงทุนน้อย เมื่อเทียบกับเปิดกิจการเอง
ธุรกิจการตลาดแบบเครือข่าย (MLM) สังเกตได้ว่ามีคำว่า "ธุรกิจ" ดังนั้น ธุรกิจหมายความว่าต้องมีการลงทุน มีผลขาดทุน มีผลกำไร หากเทียบกับธุรกิจอื่นแล้ว เครือข่าย ลงทุนไม่มาก ค่าสมัครหลักร้อย ซื้อของหลักพัน ก็สามารถเริ่มต้นธุรกิจได้
คุณไม่ต้องไปจดทะเบียนตั้งบริษัท ไม่ต้องลงทุนงานระบบงานธุรการหลังบ้าน ไม่ต้องมาวุ่นวายทำระบบบัญชี เพราะบริษัททำให้หมดแล้ว ไม่ต้องจ่ายเงินค่าจ้างคนงาน คุณเพียงแต่เข้าไปร่วมเป็นสมาชิก ก็สามารถทำธุรกิจได้เลย ให้คุณเริ่มจดทะเบียนในรูปบริษัทเมื่อคุณได้รับการแต่งต้้งให้เป็นเจ้าของธุรกิจ
ตามผลงานความขยัน
#2. ฝึกความอดทน จากการถูกปฏิเสธ
ถ้าการลงทุนในตลาดหุ้น มีอัตราความอยู่รอดที่ 20% (อีก 80% ก็ล้มหายตายจาก) การทำธุรกิจเครือข่ายก็คงไม่ต่างกัน คุณเองก็คือค่าเฉลี่ย แต่ค่าเฉลี่ยนี้ไม่ได้บอกว่า เฮ้ย คุณควรทำหรือไม่ควรทำ! มันก็เหมือนกันกับตลาดหุ้นตรงที่อัตราการรอดมันไม่สูง
แต่คำถามคือทำไมคนก็ยังอยากจะเข้ามาลองล่ะ เพราะทุกคนมีความหวัง มีเป้าหมายเรื่องการเงิน
ดังนั้น เมื่อตัดสินใจว่าคุณจะเป็นคนกลุ่ม 20% หรือ Survivor กว่าจะไปถึงเป้าหมายนั้น คุณต้อง "บอกต่อ" ให้มากพอ ยิ่งบอกต่อมากเท่าไหร่ คุณจะยิ่งเจอการ "ถูกปฏิเสธ" มากขึ้นเท่านั้นโดยที่คุณห้าม "นอยด์" เพราะอาการ "นอยด์" จะทำให้คุณขาดพลังในการบอกต่อว่า เฮ้ยสินค้าคุณมันดี มันน่าใช้ ธุรกิจคุณมันน่าทำ
"แววตาคุณ" มันจะบอกทุกสิ่ง ดังนั้น หัวใจคุณต้อง "สตรอง" มากๆ เลยละค่ะ
#3. ฝึกทักษะด้านการบริหารคน
เมื่อคุณทำไปสักพักเครือข่ายธุรกิจคุณเติบโต ระหว่างทางคุณจะได้ฝึกความสตรองของจิตใจตัวเอง และคุณจะได้ฝึก "บริหารทีมงาน" ด้วย เพราะถ้าอยากจะมีรายได้มากต้องขยายเครือข่าย หรือสร้างทีม
หลายคนทำงานบริษัท เราก็เป็นได้แค่ลูกน้อง แม้จะเก่งแค่ไหนแต่ไม่มีตำแหน่งให้ยืน บางทีอยากแสดงความสามารถอะไรก็ไม่ค่อยจะมีโอกาสหรือมีก็น้อย โดยเฉพาะระบบงานในสังคมไทยที่เป็นแบบปิรามิด สั่งจากบนลงล่าง มีขั้นมีตอน แต่ในการทำธุรกิจขายตรงคุณจะได้ปลดปล่อยศักยภาพ เมื่อทีมงานเติบโตแม้เราจะไม่ใช่หัวหน้าโดยตำแหน่ง แต่โดยโครงสร้างของแผนการตลาด เราคือผู้นำที่เข้ามาก่อน เราคือพี่เลี้ยง
ดังนั้น ทุกศาสตร์ในการ "บริหารคน" คุณจะได้ใช้มันแน่นอนในฐานะผู้นำหรืออัพไลน์ ทั้งการฝึกอบรม (Training), การเป็นพี่เลี้ยง (Mentoring), การให้คำแนะนำ (Consulting) การโค้ช (Coaching) ฯลฯ
แทบจะทุกบริษัทจะมีสอนกันในระดับผู้นำ หรือตำแหน่งสูงๆ จะเรียกเพชร เรียกเพรสซิเดนต์ เรียกไดมอนด์ เรียกโกลด์ หรืออะไรก็ว่ากันไป ควบคู่กับการที่เราจะต้องศึกษาเอง พัฒนาตัวเองในทุกๆ วันจากสนามจริง
#4. ฝึกความเป็นเจ้าของธุรกิจ
ปกติแล้ว เราทำงานประจำ เราก็ทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย โดยที่ไม่ต้องไปกังวลว่าสิ้นเดือนมา จะได้เงินเท่าไหร่ เพราะเคยได้เท่าไหร่ เราก็จะได้เท่านั้นในทุกๆ เดือน
แต่การทำธุรกิจเครือข่าย รายได้ในแต่ละเดือนจะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับยอดขายที่เราทำได้ในกลุ่มธุรกิจ แน่นอนไม่ใช่มาจากเราคนเดียว เพราะอย่างนี้จะไม่เรียกเครือข่าย ดังนั้น หากเดือนนั้นยอดขายตก แล้วหวังว่าจะได้ค่าคอมมิชชั่นเท่าเดือนก่อน มันคงเป็นไปไม่ได้
หรือเราจะรอให้ทีมงานทำตลาด แนะนำผลิตภัณฑ์ เปิดโอกาสให้ผู้คน แต่เราไม่ทำเป็นตัวอย่างเลย ในฐานะผู้ที่เข้ามาก่อน (อัพไลน์) แบบนี้จะเกิดปัญหาตามมาในองค์กรได้ง่ายๆ และอาจนำไปสู่การเข้าๆ ออกๆ ในธุรกิจ เพราะเกิดความขัดแย้งในสายงาน
ดังนั้น ธุรกิจเครือข่ายคือธุรกิจของเราเองและเป็นงานด้านการบริหารคน ชนิดที่ว่าปราบเซียนมานักต่อนัก มันไม่หมูเหมือนการเป็น "ลูกจ้าง" กินเงินเดือนแน่นอน คุณจะได้ฝึกวางแผนทั้งระยะสั้น ระยะยาว เสมือนบริษัทที่ต้องทำแผนธุรกิจและตั้งเป้ายอดขายในแต่ละปีนั่นเอง
#5. ฝึกบุคลิกภาพ
คุณจะได้ฝึกบุคลิกภาพ ฝึกความกล้า เช่น การพูดต่อหน้าสาธารณชน การแต่งหน้า การแต่งตัว การนั่ง ยืน เดิน เรียกได้ว่า ทุกคอร์สที่จะพัฒนาความเป็นนักธุรกิจ จะมารวมกันอยู่ที่ธุรกิจเครือข่ายเพื่อที่จะพัฒนาคนธรรมดาๆ ให้เป็นคนที่กล้าแสดงออก และมีทักษะพร้อมที่จะเป็นเจ้าของธุรกิจ
เรียกได้ว่า สนามนี้ฝึกคุณให้กล้าจับไมค์ กล้าแสดงความเป็นผู้นำ กล้าพรีเซนต์ตัวเอง ไม่ว่าจะอาชีพไหนๆ ก็ตามค่ะ คุณจะได้สิทธิ์้นั้นเดี๋ยวนี้ หากเข้ามาศึกษาในธุรกิจเครือข่าย
#6. ฝึกบริหารจัดการเวลา
เวลาคนเรามี 24 ชั่วโมงเท่ากัน เมื่อคุณใช้ 8 ชั่วโมงในการทำงานประจำแล้ว เวลาที่เหลือคุณก็จะเริ่มจัดสรรมาให้กับ ธุรกิจเครือข่ายทำให้คุณได้ฝึกบริหารจัดการเวลาได้อย่างคุ้มค่า เพื่อสร้างรายได้ทางที่สอง
แต่หลายคนบริหารเวลาผิด ชีวิตก็เปลี่ยนได้นะ แทนที่ 8 ชั่วโมงจะเป็นของงานประจำ (ที่นายจ้างจ่ายเงินเดือนคุณไม่เคยขาด) กลับเอาเวลาในส่วนนี้มาโทรศัพท์แนะนำผลิตภัณฑ์ นำเสนอโอกาสทางธุรกิจ เซอร์วิสลูกค้า แบบนี้ก็ไม่น่าจะเข้าท่าแล้ว ต้องบริหารจัดการให้ดีค่ะ ก่อนที่ฝ่ายบุคคลจะเรียกคุยเอาเสียก่อน
#7. มีรายได้ทางที่สอง
บอกเลยว่าเวิร์คแน่ถ้าลงมือทำให้มากพอ ถามว่ามันได้มากขนาดไหน รายได้นี่มีตั้งแต่หลักร้อยบาทไปจนถึงหลักแสนบาทต่อเดือน (ส่วนตัวเคยทำได้หลักพัน-หลักหมื่น) แต่ในแต่ละเดือนจะผันผวน อย่างที่บอกว่าขึ้นกับยอดขายสินค้า (เพราะมันไม่ใช่เงินเดือน)
ที่สำคัญไปว่านั้น รายได้มากน้อยจะขึ้นอยู่กับ "แผนการตลาด" ด้วย ซึ่งแผนการตลาดในธุรกิจการตลาดแบบเครือข่ายจะมีหลายแบบมาก ทั้งแบบขั้นบันได แบบไบนารี่ แบบไฮบริด ฯลฯ และเดี๋ยวนี้ไม่รู้ว่ามีพัฒนาการไปมากขนาดไหนแล้ว เอาเป็นว่าแต่ละบริษัทจะไม่เหมือนกัน
และไม่ว่าอยู่บริษัทไหนก็ตามแต่ หลักการสำคัญคือ การทำยอดขายโดยการขยายทีมงาน ไม่ใช่การขายอยู่คนเดียว
ข้อเสีย ของธุรกิจเครือข่าย
#1. ยิ่งสูง ยิ่งเหนื่อย
ความยุ่งยากและความเครียดจะมากขึ้น ตามตำแหน่งและรายได้ ให้นึกภาพคล้ายๆ กับคุณเริ่มจากเป็นพนักงานระดับปฏิบัติการ แล้วไต่ระดับขึ้นไปเป็นระดับผู้จัดการแผนก คุณจะมีผู้ใต้บังคับบัญชามากขนาดไหนที่ต้องดูแลและบริหาร
แต่เปรียบกับธุรกิจเครือข่ายแล้ว คนเหล่านั้นก็คือ "ดาวไลน์" หรือคนในสายงานที่เข้ามาทีหลังเรานั่นเอง ตั้งกี่ร้อย กี่พันคน ทั้งคนที่แค่ใช้อยากสินค้าแต่ไม่ต้องการรายได้ และคนที่ทำจริงจังเพื่อหวังสร้างรายได้ ที่เราจะต้องดูแล ผ่านการบริหารทีมลงไปเป็นทอดๆ
และนี่คือที่มาทำไมเราต้องฝึกอบรมให้เป็น โค้ชให้เป็น สอนงานให้เป็น ก็เพื่อบริหารคนในทีมนั่นเอง
หากเราไม่ฝึกสิ่งเหล่านี้ องค์กรก็พร้อมล่มสลาย หรือไม่ก็ไปแบบกระท่อนกระแท่น รายได้ก็จะมาแบบกระท่อนกระแท่น จะบอกว่านั่งอยู่หอคอยเพราะตำแหน่งสูงแล้ว เครือข่ายโตแล้วนี่เห็นทีจะไม่ใช่ การที่จะไปหวัง "การซื้อซ้ำ" แบบออโต้เพราะของดีก็ต้องซื้อซ้ำ เดี๋ยวนี้มันยากขึ้น เพราะพฤติกรรมคนเปลี่ยน "ความจงรักภักดีในแบรนด์" มันมีน้อยลง
แค่ตอนนี้ลองสไลด์หน้าจอมือถือ คุณเห็นครีมกี่ยี่ห้อแล้วล่ะ?
#2. ค่าใช้จ่ายแฝง
"ใช้ดี จึงอยากบอกต่อ" แล้วคุณจะไปบอกต่อสภาพไหนระหว่าง "ซอมซ่อ" กับ "ดูดี" เพราะวินาทีแรกที่ลูกค้ามองเรา เขาเห็นแค่การแต่งตัว อาจทำให้เขามโนทะลุไปยันสินทรัพย์และหนี้สินที่เรามีเลยทีเดียว
แล้วเราอยากให้เขาอ่านเราแบบไหน?
ดังนั้น First impression จึงสำคัญ อยู่ที่คุณจะสื่อสารภาษากายเช่นไร นี่จึงเป็นที่มาของการลงทุนในเสื้อผ้า หน้า ผม เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ที่บ่งบอกไลฟ์สไตล์เรา ซึ่งตอนที่เรายังไม่ได้ทำธุรกิจเครือข่าย (ซึ่งส่วนใหญ่เน้นสินค้าสุขภาพและความงาม) เราจะขายตัวเองแบบซกมกยังไงก็ได้
แต่เมื่อเรา "ทำธุรกิจ" รูปแบบในการแต่งตัวอาจจะต้องดูดีขึ้นมาอีกเลเวล ยังไม่นับรวมค่าเดินทางที่จะมากขึ้น จากเดิมที่มันเป็น Fixed cost ไป-กลับที่ทำงานประจำ แต่พอทำเครือข่ายขายตรง คุณไม่สามารถไปจำกัดได้
บางคนมีรายได้มากขึ้น ก็ดาวน์รถใหม่เพื่อเป็นยานคู่ใจในการทำธุรกิจ ทั้งเดินทางไปสัมมนา เข้าคอร์สอบรมต่างๆ สร้างคอนเน็คชั่น เป็นต้น ทั้งหมดนี้ เราก็ต้องลงทุนเอง มันจะไม่เหมือนทำงานประจำบริษัทใหญ่ๆ ที่ในตำแหน่งสูงๆ บางแห่งจะมีรถประจำตำแหน่งให้
#3. ของปลอมเยอะ
บางบริษัทเปิดใหม่เหมือนจะของจริง ทำไปสักพักเกิดปัญหาภายใน สุดท้ายมีปัญหาด้านการเงิน สะเทือนมายังการจ่ายเงินค่าคอมฯ ให้กับสมาชิก ในที่สุดวงแตก แยกย้ายไปเริ่มต้นที่บริษัทใหม่ นับ 1 ใหม่ทั้งหาลูกค้า ทั้งการเรียนรู้สินค้า และแผนการตลาด
เพราะอะไรของปลอมเยอะ ก็เพราะผู้นำบางคน ไม่อยากกินค่าคอมมิชชั่นแล้ว จึงไปเปิดบริษัทเอง สักพักก็ไม่รอด เพราะไม่มีวิสัยทัศน์ ไม่ได้มองเรื่องผลกำไรในระยะยาว แต่หวังโกยเงินแค่ระยะสั้น สักพักรวมตัวแม่ทีม หานายทุนได้ เปิดบริษัทใหม่อีก..แต่คนที่ซวยนี่คือสมาชิก
ดังนั้น จะทำบริษัทไหน ต้องเลือกให้ดี วิสัยทัศน์เจ้าของบริษัท นี่สำคัญมาก
ยิ่งในยุคศตวรรษแห่งอินเทอร์เน็ต ยิ่งทำให้ "ธุรกิจแชร์ลูกโซ่" แฝงมาในคราบของธุรกิจเครือข่ายได้ง่ายดาย แถมแพร่กระจายได้เร็วยิ่งกว่าไวรัสโคโรนา ทำให้คนที่ไม่มีความรู้ หรือมีความรู้แต่อยากลิ้มลอง เข้าไปในธุรกิจเหล่านี้ สุดท้ายโดนหลอก เป็นข่าวเป็นคราว ทำให้วงการแย่
คนดีๆ ก็มี ธุรกิจเครือข่ายดีๆ ก็ยังมี แต่ที่เสียนี่เพราะคนโลภ ทำให้เสื่อมเสียไปทั้งวงการ
(บทความหน้าจะมาบอกวิธีดูแชร์ลูกโซ่!)
#4. การเข้ามาของผู้เล่นในตลาดง่ายขึ้น ทำตลาดยากขึ้น
ในสมัยก่อน บริษัทเครือข่าย ขายตรง มีไม่กี่แห่ง ที่เราคุ้นชื่อกันก็จะมี แอมเวย์ กิฟฟารีน แต่เดี๋ยวนี้มีมากมายจนนับไม่ถ้วน และบริษัทต่างๆ ที่เปิดใหม่ก็มีทั้งบริษัทข้ามชาติ และบริษัทของคนไทยเอง แต่ละบริษัทก็จะชูจุดเด่นทั้งด้านสินค้าและแผนการตลาด เพื่อดึงดูดสมาชิก
วงการนี้ จึงมีการเข้าๆ ออกๆ ของกลุ่มผู้นำค่อนข้างบ่อย (นั่นหมายความว่าหากคุณเพิ่งเข้าไปทำได้สักพัก คุณอาจกำลังเรียนรู้งานอยู่ดีๆ ปรากฎว่าอัพไลน์คุณที่เคยมาสอนงาน ดันย้ายค่ายหนีไปซะแล้ว) เพื่อโยกไปหาผลตอบแทนที่ดีกว่าจากแผน (การตลาด) ของบริษัทที่เปิดใหม่ อาจทำให้กระทบต่อขวัญและกำลังใจของลูกทีม ไล่ลงมาเป็นทอดๆ และท้ายสุดลูกทีม อาจจะตัดสินใจย้ายตามผู้นำไป
#5. เพื่อนคุณจะเริ่มน้อยลงโดยอัตโนมัติ
ในช่วงเริ่มต้นของการทำขายตรง หลายคนอาจเริ่มจากคนใกล้ตัวก่อน เราจะเริ่มนึกถึงเพื่อนประถม มัธยม มหาวิทยาลัย เพื่อนที่ทำงานเก่า เพื่อนที่ทำงานใหม่ เพื่อนมหาวิทยาลัยเก่า มหาวิทยาลัยใหม่ ฯลฯ และท้ายที่สุด คนเหล่านั้นก็ยิ่งห่างเราไป เริ่มไม่อยากรับสายโทรศัพท์เรา
อันนี้ขึ้นอยู่กับศิลปะของแต่ละคนในการเจรจา และการเข้าหาคนซึ่งก็ต้องเรียนรู้ทั้งศาสตร์และศิลป์
แม้ว่าเดี๋ยวนี้เราสามารถเอาสินค้าไปขายในเฟซบุ๊กได้ ไม่ได้ไปชวนตรงๆ ก็โปรดอย่าลืมว่าคนในเฟซบุ๊กก็ไม่ใช่ใครอื่น คือเพื่อน ญาติเราอยู่ดี การโพสต์ขายของบ่อยๆ เชิญชวนบ่อยๆ อัปสินค้า อัปภาพวิถีชีวิต โชว์กินหรูอยู่ดี บางทีก็ต้องทำด้วยความพอดี อย่าให้ดูมากเกินไปจนเพื่อนเอือมแล้วกด unfriend ชนิดที่คุณไม่รู้ตัว!
#6. แรงกดดันสูง
แน่นอนว่าการพิสูจน์ตัวเอง ให้คนที่บ้านเห็นว่า คุณจะเดินตามฝันในธุรกิจนี้ คงไม่ใช่เรื่องง่ายเป็นแน่ โดยเฉพาะคนที่ตัดสินใจทำแบบ "เต็มเวลา" มันไม่ง่ายเหมือนการเป็นลูกจ้าง เพราะระหว่างทาง บททดสอบจะเข้ามามากมาย หลายคนมุ่งมั่นจนลืมคนข้างหลัง มีทั้งเลิกกับแฟน ทะเลาะกับครอบครัว เพราะเส้นทางนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ
แต่หากจะลิ้มลองดูบ้าง ในรูปแบบของพาร์ทไทม์ คุณก็จะได้รับประสบการณ์อีกรูป ซึ่งอาจจะไม่โหดเท่ากับการทำเต็มเวลา เพราะคุณสามารถปรึกษาคนที่เขาทำเต็มเวลาได้ตลอด ทั้งเรื่องสินค้า เรื่องการเปิดโอกาสทางธุรกิจ แรงกดดันจึงอาจจะไม่มากเท่า
ท้ายนี้อยากฝากว่าทุกธุรกิจ ทุกอาชีพการงาน ย่อมมีทั้งข้อดี-ข้อเสีย ธุรกิจขายตรงก็เช่นกันมันอยู่ที่เป้าหมายของเราว่าต้องการอะไร อยากมีรายได้เท่าไหร่ อยากทำขำๆ เสริมจากเงินเดือนเราก็จะรับรายได้ขำๆ แหละ แต่ถ้าอยากทำจริงจัง ก็มี "โอกาส" ที่จะรับราย ได้หลักหมื่นหลักแสนเช่นกัน
# สนับสนุนให้คนไทยมีรายได้ทางที่สอง

.gif)





ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น